หน้าแรก
ตั้งกระทู้ใหม่
YouTube
สมัครสมาชิก
เข้าระบบ
ลืมรหัสผ่าน
ผู้ดูแล
|
ข้อมูลทั่วไป
|
ประวัติความเป็นมา
|
สิ่งศักดิ์สิทธิ์
|
พระครูสุนทรสาธุกิจ
|
พระครูญาณวุฒิคุณ
|
กลองยาว
|
บุญบั้งไฟ
|
ประเพณี
|
บายศรีสู่ขัญ
|
บุญผะเหวด
เมื่อเอ่ยถึง "เสือโก้ก" คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี แต่...mansiri อยากให้ท่านรู้จัก
"บ้านเสือโก้ก"
อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
คนบ้านเสือโก้ก
- พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นานาสาระ เรื่องทั่วๆไป
สมัครสมาชิก
ชื่อ
รหัสผ่าน
ยืนยันรหัสผ่าน
อีเมล์
ยอมรับ
เข้าระบบ
ชื่อ
รหัสผ่าน
ลืมรหัสผ่าน
อีเมล์
บุญบั้งไฟ
ข้อมูลโดย สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ความสำคัญและความหมาย
คำว่า “ บั้งไฟ ” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ . ศ . 2525 ให้ความหมายว่า “ น . บ้องไฟ ” ซึ่งเป็นความหมายสั้น ๆ แต่ก็เป็นที่รู้จักกันว่าหมายถึงอะไร หากจะแยกคำอธิบายก็จะได้ว่า “ บั้ง ” คือไม้ไผ่ที่ถูกตัดเป็นท่อนหรือกระบอกไม้ไผ่นั้นเองส่วนคำว่าไฟคงไม่ต้องอธิบายเพราะความหมายชัดเจนในตัวแล้ว แต่เมื่อนำคำสองคำนี้รวมกันเป็นบั้งจะหมายถึงกระบอกไม้ไผ่ที่ข้างในอัดแน่นด้วย “ หมื่อ ” ( ดินปืน คือดินประสิวคั่วผสมกับถ่านตำให้ละเอียดก่อนนำไปอัดให้แน่นในกระบอกไม้ไผ่ ) บั้งไฟที่นำมาจุดในบุญเดือนหกมีสองชนิดคือบั้งไฟหางคือบั้งไฟที่มีหางยาวซึ่งเป็นที่นิยมกันมากและมีการพนันขันต่อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย และ บั้งไฟก่องข้าว บางแห่งเรียกว่า บั้งไฟจรวด ซึ่งมีลักษณะรูปร่างเหมือนก่องข้าวเหนียว แต่ไม่ใช่ก่องข้าวเหนียวที่มีลักษณะหัวท้ายตัด แต่หากเป็นลักษณะหัวแหลม ลำตัวยาว มีขาตั้งสามขา ชาวอีสานกล่าวอย่างภูมิใจว่าชาวฝรั่งมาเห็นจึงนำไปผลิตตัดแปลงเป็นจรวจ เรียกว่าจรวจที่มีมาจากบั้งไฟก่องข้าวของชาวอีสานนั้นเอง ความจริงจะเป็นอย่างไรไม่ขอวิจารณ์ขอให้เป็นความภูมิใจลึก ๆ ต่อไป ๆ ของชาวอีสานดีกว่า บุญบั้งไฟมีความสำคัญต่อชาวอีสานมาก เพราะชาวอีสานส่วนใหญ่เชื่อว่าบุญประเพณีนี้จะนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของฟ้าฝนข้าวปลาอาหารพืชพรรณเจริญเติบโตงอกงามดีและนำมาซึ่งความสนุกสนานรื่นเริงทำให้เกิดความสมหวังในชีวิต เหมือนชีวิตมีที่พึง อยู่ใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะบุญนี้มีความเชื่อเป็นพื้นฐานมาจากเรื่องพญาแถน ( เทวดาชาวอีสาน ) ที่จะดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาบางหมู่บ้านจะเคร่งครัดมากจะมีการทำบุญบั้งไฟจุดไปบูชาพญาแถน และบุชามเหศักดิ์หลักเมืองทุกปี เพราะหากไม่ทำเชื่อกันว่าจะทำให้เกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ ตามมา มีฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดโรคระบาดแก่หมู่สัตว์เป็นต้น
มูลเหตุและความเป็นมา
ดังได้กล่าวไว้บ้างแล้วว่าชาวอีสานทำบุญบั้งไปตามความเชื่อที่ว่าบนฟ้ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือที่ชาวอีสานเรียกว่า “ พญาแถน ” ซึ่งก็คือเทวดานั้นเองคอนประทานฟ้าฝน ความอุดสมบูรณ์แห่งฤดูกาล ข้าวปลาอาหารธัญญาหารให้ บั้งไฟคือเครื่องบูชาหรืออุปกรณ์ที่จะไปบอกกล่าวให้พญาแถนทราบว่าชาวโลกยังให้ความเคารพ นับถือบูชาไม่เคยขาด ขอจงดลบันดาลหรือประทานฟ้าฝนให้ตามต้องการด้วย ความเป็นมาของบุญบั้งไปนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ได้เล่านิทานประกอบให้ลูกหลานฟังว่า “ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว บ้านเมืองเกิดเดือดร้อน เกิดยุคเข็ญข้าวยากหมากแพง เพราฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล บรรดาคน สัตว์ พืช ต่างได้รับความเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน ผืนดินแห้งแล้งแตกระแหง น้ำจะดื่มใช้บริโภคก็ไม่มี ยังมีพญาคันคาก ( คางคก ) ที่มีอิทธิฤทธิ์เป็นสัตว์วิเศษปกครองอยู่พื้นดิน ออกไปตรวจตราหาสาเหตุว่าทำไมฝนฟ้าจึงไม่ตกลงมาก็ได้รู้ความจริงว่าเป็นเพราะพญาแถน ( เทวดาบนสวรรค์ผู้มีหน้าที่ทำฝน ) ไม่ส่งฝนลงมาให้โลกมนุษย์ พญาคันคากรู้อย่างนั้นจึงอาสาท้าต่อสู่ทำสงครามกับพญาแถนโดยเอาฝนฟ้าเป็นเดิมพัน หากพญาคันคากชนะพญาแถนจะต้องทำฝนส่งลงมาให้คน สัตว์บนโลก พญาคันคากและพญาแถนได้สู่รบกัน ผลปรากฏว่าสู่พญาคันคากไม่ได้ พญาแถนจึงต้องทำฝนตามสัญญา แต่มีข้อแม้ว่าชาวโลกจะต้องทำบั้งไฟจุดขึ้นไปบอกด้วยว่าต้องการฝนเมื่อใด เวลาใด ช่วงไหน ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลทำนาชาวนาต้องการฝนก็จะทำบุญบั้งไฟ จุดบั้งไฟขึ้นไปบอกพญาแถนเพื่อให้พญาแถนทำฝนลงมาให้ ด้วยความเชื่อตามนิทานดังกล่าวชาวอีสานจึงได้บุญบั้งไฟจนปัจจุบัน ”
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. เลาบั้งไฟ เลาบั้งไฟก็คือลำตัวบั้งไฟนั้นเอง สมัยก่อนจะใช้ลำหรือบ้องไม้ไผ่ ต่อมา ระยะหนึ่งมีการนำท่องแป๊บน้ำท่อเหล็กต่างๆมาทำเลาบั้งไฟปรากฏว่าเป็นที่นิยมมากเพราะบั้งไฟขึ้นสูงจนลับหายสายตา แต่เวลาบั้งไฟแตกจะอันตรายมาก แต่ละปีจะมีคนตายจากการแตกของบั้งไฟปีละไม่น้อย ถึงแม้ไม่แตกหากตกลงผิดที่คือแทนที่จะไปตกลงทุ่งโล่งกลับหันมาลงหมู่บ้านก็ทำอันตรายเสียหายให้บ้านเรือนไม่น้อย ความนิยมจึงลดลงและมีการนำบั้งไฟที่ทำจากเลาเหล็กเข้าแข่งขันเป็นอันขาดช่างบั้งไฟจึงหันมานำท่อพลาสล่อนหรือท่อ พี . วี . ซี (P.V.C) มาทำเลาบั้งไฟ ปรากฏว่าทั้งขึ้นสูงและไม่เป็นอันตรายจึงเป็นที่นิยมจนปัจจุบัน
2. หมื่อ บางแห่งเรียก ขี้หมื่อ ( ดินปืน ) ชาวบ้านจะจัดหาร ขี้เกีย ( ดินประสิว ) มาตามที่ประชุมตกลง คือด้าเป็นบั้งไฟใหญ่ก็จะเตรียมขี้เกียมากซึ่งขี้เกียจะหาไม่ยากเพียงแต่มีเงินหรือเก็บ ( เรี่ยไร ) เงินกันมาแล้วก็ไปซื้อได้ทันที่มากน้อยตามต้องการ เมื่อได้ขี้เกียแล้วก็จะจัดหาไม้มาทำถ่าน ไม้ที่นำมาเผาทำถ่านจะเป็นไม้เนื้อไม่แข็งและอ่อนเกินไป เป็นไม้ที่หาได้ไม่ง่ายนักส่วนใหญ่จะใช้ไม่ปอหู เป็นไม้ตระกูลเดียวกับฉามฉา ( จามจุรี ) เป็นไม้เนื้อหนา นำมาตัดผ่าแล้วตากไว้ระยะหนึ่งให้พอหมาด ๆ แล้วนำมาเผาทำถ่าน กะให้พอประมาณของขี้เกียที่ซื้อมา ซึ่งผู้เป็นช่างจะรู้ปริมาณอัตราส่วนของขี้เกียและถ่านได้ดี เมื่อได้ขี้เกียและถ่านแล้วช่างก็จะนำอุปกรณ์สองอย่างมาตำผสมกันให้ละเอียด ขณะที่ตำนั้นจะเติมน้ำลงไปด้วยเพื่อไม่ให้ส่วนผสมแห้งเกินไปอาจเป็นอันตราย คือเกิดระเบิดขึ้นมาได้ น้ำที่เติมลงไปส่วนใหญ่จะใช้น้ำจากกาบกล้วยโดยตัดต้นกล้วยมาแล้วแกะเอากาบกล้วยมาบิดให้น้ำไหลลงในครกที่ใช้ตำหมื่อแล้วตำไปเรื่อย ๆจนละเอียดได้ที่ก็จะนำไปลองดูคือนำไปตากแดดให้แห้งแล้วนำมาจุดดูหากช่างเห็นว่าได้ที่คือตามสูตรแลวก็จะหยุดตำแล้วนำไปตากแห้งทั้งหมดต่อไป แล้วนำไปห่อไว้เป็นอย่างดี และมักจะห่อเก็บไว้ในภาชนะที่มีความเย็นเช่นกระติกน้ำเป็นต้น
3. หางบั้งไฟ – ขาบั้งไฟ หากทำบั้งไฟหางก็จะเตรียมหาหางบั้งไฟไว้ สมัยก่อนจะใช้หางยาวมาก แต่ปัจจุบันจะใช้หางสั้นเพราะจะทำให้ขึ้นสูง ลงถึงพื้นดินช้าซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเดิมพันที่มีการจับเวลาขึ้นลงเป็นสำคัญ หากทำบั้งไฟก่องข้าวก็จะต้องเตรียมหาไม้มาทำขาบั้งไฟ ส่วนใหญ่จะเป็นไม้เนื้ออ่อน เพราะมีความเบาบั้งไฟสามารถนำขึ้นสูงได้ง่าย
4. อุปกรณ์ตำบั้งไฟ สมัยก่อนจะใช้ไม้เนื้อเข็งมาเป็นสากยาว ๆ แล้วใช้แรงคนตำ ตำไปเรื่อย ๆ จนขี้หมื่อ ( ดินปืน ) ในเลาบั้งไฟอัดแน่นจนหยุด แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมาหันมาใช้วิธีอัดขี้หมื่อด้วยเครื่องอัดไฮโดริก ทำให้อัดได้แน่นมาก บั้งไฟจะขึ้นสูงอยู่ที่การอัดเป็นสำคัญด้วยหากอัดดี แน่นอนจะขึ้นสูงและนาน แต่ก็มีส่วนอื่นประกอบด้วยที่เป็นปัจจัยให้บั้งไฟขึ้นสูง เช่นการทำรูสัดส่วนของหางการผสมขี้หมื่อที่ถูกอัตราส่วนที่ดีเป็นต้น
5. ค้างบั้งไฟ บางแห่งเรียกว่า “ ห้างบั้งไฟ ” ไม่ว่าจะเรียกว่า “ ค้าง ” หรือ “ ห้าง ” ก็คือร้าน เวทีหรือที่จุดบั้งไฟนั้นเอง ชาวบ้านจะต้องไปจัดเตรียมที่จุดให้พอเหมาะกับขนาดของบั้งไฟหากเป็นบั้งไฟใหญ่ก็จะทำสูงหากเป็นบั้งไฟเล็กก็จะทำต่ำ ๆ ก็พอ ส่วนสถานที่จะเป็นที่ที่ไปมาสะดวก และใกล้ที่โล่งว่าง มีส่วนหนึ่งที่ห่างไกลบ้านคน เพื่อที่จะได้หันหัวบั้งไฟไปทางนั้น จะได้ไม่เป็นอันตรายแก่ผู้คน
6. ขนาดบั้งไฟ ดังได้กล่าวไว้แล้วบั้งไฟจะมีบั้งไฟใหญ่และเล็ก ขนาดใหญ่จะมี 2 ขนาดคือ บั้งไฟหมื่น และ บั้งไฟแสน บั้งไฟหมื่นจะวัดกันที่น้ำหนักขี้หมื่อ ( ดินปืน ) หนัก 12 กิโลกรัม คือ 12 กิโลกรัมเท่ากับหนึ่งหมื่น ส่วนบั้งไฟแสนก็เป็น 120 กิโลกรัม ปีใดบ้านใดที่ใดมีการจัดบุญบั้งไฟแสนจะถือว่าเป็นบุญที่ใหญ่มาก ผู้คนจะต้องไปเที่ยวชมกันมากมาย ส่วนบั้งไฟที่เป็นที่นิยมกันมากในงานบุญบั้งไฟทั่วไปคือบั้งไฟหมื่นเพราะความเหมาะสมกับเวทีที่สุด อุปกรณ์หาได้ง่ายไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและทำได้ง่ายกว่าปั้งไฟหมื่นประมาณ 6- 10 กิโลกรัมก็นิยมจุด แต่เป็นการทำแข่งขันกันภายในหมู่บ้านตนเอง และทำเป็นบั้งไฟเสี่ยงทายหรือไว้บูชาพญาแถนมากกว่า เมื่อได้อุปกรณ์ทุกอย่างพร้อมแล้วช่างก็จะเริ่มลงมือทำปั้งไฟตามวิธีของช่าง คือนำดินปืนลงในเลาบั้งไฟตำอัดให้แน่นและเจาะรูภาษช่างบั้งไฟเรียกว่า“เอารู”ช่วงนี้สำคัญมากนายช่างต้องมีความชำนาญพอสมควรและต้องระมัดระวังอันตราายอันเกิดขึ้นได้ด้วย หากเจาะรูถูกต้องก็จะทำให้บั้งไฟขึ้นได้สูงและตรงตามต้องการ เมื่อทำรูเสร็จแล้วก็ทำสายชนวนสำหรับจุด ซึ่งดินปืนที่นำมาทำสายชนวนจะเป็นดินปืนสองชนิด คือ ชนิดอ่อนจะเอาไว้ในช่วงแรกตรงจุดใหม่ และชนิดแรงจะเอาไว้ในช่วงสุดท้ายที่ไฟจะเข้าตัวบั้งไฟ ช่วงนี้ต้องใช้ดินปืนแรงเพื่อจะได้เป็นแรงจุดระเบิดทำให้ปั้งไฟติดง่าย ไม่มีปัญหาการจุดไม่ติด เพราะบางแห่ง ( ส่วนมาก ) จะมีกติกาว่าหากจุดไม่ติด 3 ชนวนจะปรับให้แพ้ คำว่า 3 ชนวนหมายถึง 3 ครั้ง
วันทำบุญ
วันทำบุญซึ่งชาวอีสานมักเรียกกันว่า “ วันเอาบุญ ” บุญบั้งไฟส่วนใหญ่จะมี 2 วัน คือ “ วันโฮม ” ( วันรวม ) วันนี้จะเป็นวันที่ชาวบ้านต่าง ๆ ที่ทางเจ้าภาพมีฎีกาหรือใบบอกให้ปั้งไฟมารวมกันหรือโฮมกันปั้งไฟแต่ละบ้านที่นำมาจะมีการประดับประดาตกแต่งให้สวยงาม มีการสลักลวดลายลงกระดาษสีต่าง ๆ แล้วนำไปติดตัวบั้งไฟให้สวยงาม ลำตัวและหัวบั้งไฟจะทำเป็นรูปสัตว์ เช่น ทำเป็นรูปพญานาค มังกร เป็นต้น ดังนั้นในวันนี้จึงมีการประกวดความสวยงามของบั้งไฟไปด้วย ซึ่งมีทั้งขบวนแห่และตัวบั้งไฟ และมีรางวัลมากมาย ( ในบางที่ ) มีการจ่ายผญาคำเซิ้ง ละเล่นกันสนุกสนาน
การละเล่นของชาวอีสานในงานนี้จะสนุกสนานมาก มีการทำเลียนแบบรูปสัตว์ ทำรูปอวัยวะเพศ เ ล่นสองแง่สองง่าม ทำรูปการสมสู่กันของหุ่นคน ชาวภาคอื่นมาเห็นว่าเป็นเรื่องสกปรก ลามก อนาจารแต่ชาวอีสานถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะส่วนหนนึ่งเชื่อกันว่ายิ่งเล่นสกปรกลามก ยิ่งจะทำให้ฝนฟ้าอุดมสมบูรณ์ และถือกันว่าบุญนี้คือบุญพญามาร บุญที่มีการเดิมพันกันเป็นสำคัญ ผู้ไปร่วมงานจึงละเล่นต่างๆ อย่างสุดขีด โดยไม่อายกันและกันไม่ถือสากันในงานนี้ วันที่ 2 เรียกว่า “ วันจุด ” วันจุดคือวันที่นำบั้งไฟไปจุดแข่งขันกันตามกติกา แต่ก่อนจุดปั้งไฟตามกำหนดจะต้องมีการจุดปั้งไฟเพื่อทำการเสี่ยงทายหรือบูชาพญาแถน เทพาอารักษ์ก่อน ซึ่งผู้นำพิธีส่วนใหญ่จะเป็นพ่อกะจ้ำคือผู้นำทางพิธีพราหมณ์ – ผี จะพาทำ เมื่อจุดปั้งไฟเสี่ยงทายฟ้าฝนและบูชาพยาแถนแล้วจึงจุดปั้งไฟใหญ่ต่อไป ในงานบุญบั้งไฟบางแห่งจะมีการบวชนาคด้วย ก่อนบวชจะมีการฟังพระสวดมนต์และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ตอนบ่ายจะตีกลลองบอกรวมชาวบ้านให้มาทำพิธีสู่ขวัญนาคและบวชนาคสู่ขัญนาคตามประเพณี
นอกจากบวชนาคบางแห่งอาจมีพิธี ฮดสรง หรือ เถราภิเษก ด้วยซึ่งพิธีนี้จะทำให้พระภิษุที่บวชเรียนมานานพอที่จะเลื่อนสมณศักดิ์ตามประเพณีโบราณ ซึ่งไม่เกี่ยวกับสมณศักดิ์ของมหาเถรสมาคม พิธีนี้หากไม่จัดในงานบุญบั้งไฟอาจจัดขึ้นในโอกาสอื่นที่เห็นสมควร
คำเซิ้งในงานบุญบั้งไฟ
1.เซิ้งเชิญหรือกล่อม
จะเซิ้ง 2 ลักษณะ คือ เซิ้งกล่อมจะเซิ้งขณะเดินตามหลังบั้งไฟเมื่อนำบั้งไฟขึ้งสู่เวทีหรือร้านจุดคำเซิ้งกล่อมจะมีเนื้อหาบอกเล่าหรือบรรยายเพื่อบอกให้ผู้คนได้ทราบที่มาของบั้งไฟของตนเอง และกล่อมอ้อนวอนให้บั้งไฟทราบว่าบัดนี้จะเข้าสู่พิธีจุดแข่งขันแล้ว ลูก ( บั้งไฟ ) จะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ขึ้นให้สวยงาม ลงสู่พื้นดินให้ช้าที่สุด คำเซิ้งจะมีลักษณะอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธ์ลงมาช่วยให้บั้งไฟของตนขึ้นสูงที่สุดเช่น
"...ขอเทวดาลงมายู้ ให้คนฮู้ว่าบั้งไฟดี ขึ้นอีหลีขึ้นดีแท้ ฟ้าแหล่ ๆ คือที่ของเฮา ให้เขาลือบั้งไฟข่อย ...”
เมื่อเซิ้งไปก็จะมีลูกคู่กล่าวรับเป็นทอด ๆ อย่างสอดรับฟังแล้วไพเราะสนุกสนานและมีพลังสามัคคีแฝงใน ทำให้เห็นความเป็นหนึ่งอันเดี่ยวกันของเจ้าของบั้งไฟ
2. เซิ้งสัพเพเหระ คำเซิ้งลักลักษณะนี้อาจแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
2.1 เซิ้งสุภาพ คำเซิ้งสุภาพจะฟังดูไพเราะ สร้างสรรค์ รื่นหู บางคนจะสร้างคำเซิ้งให้แง่คิด คติธรรมสอนใจแก่ผู้ฟัง เช่น
“ โอเฮาโอ พวกฟ้อนเฮาโอ บั้งไฟหมื่นของพญาแถน ขึ้นไปเทิงเมืองแมนเถิงที่ชั้นฟ้าสุดแหล่งหล้าเหลียวบ่มีเห็นข้ามตาเวนอุดรเป็นเขตข้ามประเทศเมืองใหญ่หนองหาน ข้าม ภูพานไปแล้วคุณพ่อ ขึ้นก่อด่อสามมื้อบ่อลง ตำข้าวถงไปนำเอาโลด ช่างแม่นขึ้นโพดเอาโลดเอาเหลือ จนหมีเสือหมูหมาข้างย้าน จนว่าฮ้านซิโปดซิเพ คักแท้เดบั้งไฟบักส่า ขึ้นจนว่าฝ้าแตกเป็นฝอย แหงนตามองจนว่าตาค้าง พออยากจ้างไผส่องนำเห็น บั้งไฟขึ้นแล้วซิหาทางเซิ้งต่อ มาพ้อบ่อนนี้เฮาอยากได้หญัง ใจเฮาหวังเหล้าเด็ดหรือว่าเหล้าโท อยากขอเหล้าเด็ดนำเจ้าจักโก ขอเหล้าโทนำเจ้าจักถ้วย หวานจ้วยจ้วยต้วยปากหลานชาย ตักมายายหลานชายให้มันคู่ ขั้นบ่คู่โตข้อยบ่หนี ตายเป็นผีซินำมาหลอก ออกจากบ้านซิหว่านดินนำ ตายเป็นปลวกมากัดเครือพลู คายเป็นหนูมากัดเครือหูก ตายเป็นลูกน้อยน้อยไห้จ่องกินนม เอามาเถาะฟ้าวเอามาะเถาะ คันบ่ให้หัวขั้นใดซิลงท่ง ลุงทานแล้วหลานแก้วซิให้พร ลุงทานแล้วให้แข้วเจ้าดำ ลุงทานแล้วให้ถงคำต่ง ให้ท้องลุงพ่งคือดั่งไหไพ ลุงเฮ็ดไดไฮ่ให้ได้ข้าวฮวงหนา ลุงเฮ็ดนาให้ได้ข้าวฮวงใหญ่ ให้ลูกใภ้หลานน้อยได้ชื่นชม เลี้ยงควายด่อนให้เป็นโตเขาคำ เลี้ยงควายดำให้เป็นโตเขาแก้ว เลี้ยงแผ่แล้วไว้คราดไฮ่ไถนา มาเฮามาพวกเซิ้งเฮามา ฯลฯ ”
2.2 เซิ้งตลก – หยาบคาย เป็นคำเซิ้งที่แต่งขึ้นเพื่อสร้างความตลกขบขันให้ผู้ฟังและบางคนจะส่อไปทางหยาบคายทั้ง 2 แง่ 2 ง่าม และบางคนก็ลามกอย่างชัดเจนมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่ถือกัน เช่น
“ มามาแล้วบักหมอตอนควายแม่ ควายเถิกมีบ่แพ้โตอ้ายบ่อยากตอน อ้ายนี้ ว่าซิเบือนบิดพั้วหมากนาวสี เพิ่งกะซิล้อมฮั้วถี่ ว่าอยากได้หมากน้ำเต้าแล้งในค้างเพิ่นกะหวง พี่ซิขอนำน้องจอมพระนางซิให้พี่บ่ น้ำไหลใส่ไซปลาค่อ สาวมักพ่อเขนฝ้ายในเฮือน พี่ไปเวียนเข้าหาบ่ได้ พี่ซิออกจากบ้านกินข้าวกับกบ หลบคือมากินกบกับข้าว พี่ซิเว้าความใหม่ต่อไป น้ำบ่ไหลใส่ไซปลาค่อ สาวมักพ่อเขนฝ้ายในเฮือน พี่ซินอนนำน้องสามเดือนซิได้บ่ ”
“ อีอีอ่าง บาดมันย่างตึงต่างตึงตาง ช้างสี้ช้างอยู่ดงเสอเพอ คนเสมอสี้คนดัง แหมบ ปลาหมากแปบกุมสี้ปลาขาวตอง ปลาขาวทองกุมสี้ ปลาขาวเกิ้ง สี้เถลิงจิกหัวแม่นไก่ สัตว์หีใหญ่โคยน้อยแม่นควาย สี้ละลายแม่นม้าสี้ม้า สี้ช้า ๆ โคยอ่อนแม่นเป็ด สัตว์หีเคียวก้นงอแม่นบี้ สี้เทิงฮ้านแม่นเทวดา สี้กันคาแม่นกบกับอึ้ง เขียดสี้เขียดเหยียดแข้งเหยียดขา เขียดจะนาสี้กันในน้ำ ตะตีต้ามโตนลงที่ถ่วน จั้ด ”
“ กู๊กกู กู๊กผู้เดียวเหลียวมาเหมิดหมู่ บ่แม่นซุ้สูอย่าเหลียวมา เหลียวมาหญังเหลียวมาหาบักแบ้นกูหรือ แบ้นกูเลิ้กควายน้อยตกตาย ตกบ่ตายฟันหัวแลกเหล้าสี้บ่เข้าไปแลกกระบอง สี้ฮองป้องหล่อ สี้ถ่อสี้ไถ สี้ไหปลาร้า ”
นอกจากการนี้เซิ้งดังกล่าว ยังมีการเซิ้งอีแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ เซิ้งกินเหล้า ” และ “ เซิ้งขอเงิน ” ซึ่งผู้เซิ้งจะไปกันเป็นคณะมีลูกคู่คอยรับตามประสงค์เพื่อขอเงินไปซื้อเหล้าหรือใครมีเหล้าก็จะจัดหาให้ดื่มทันที่เช่น
“ โอ เอา โอ เฮาโอ้เฮ้าโอ ขอเหล้าเด็ดนำเจ้าจักโอ ขอเหล้าโทนำเจ้าจักแก้ว ได้ กินแล้วตูข่อยสิหนี ...”
“ มาอีกแล้วหลายโตอีแม่ใหญ่ หักฟดไม้วีไว้กะบ่ฟัง ขอสตังนำเจ้าจักหน่อย ให้ตูข่อยคึดว่าทำทาน ให้ลูหลานขอทานจักหน่อย อย่าให้หน่อยตูข่อยหลานคน ย่างมาโดนแฮ่งเมื่อยแฮ่งล้า เกินไปหน้าจักสิว่าจั่งได๋ ...”
พิธีทางศาสนา
งานบุญบั้งไฟหากไม่มีพิธีฮงสรง บวชนาค ส่วนใหญ่จะไม่มีพิธีทางศาสนา เพราะถือว่าเป็นบุญพญามาร แต่ก็มีบางแห่งที่มีการเจริญพระพุทธมนต์ในยามกลางคืนด้วย ซึ่งเป็นการปรับประยุกต์ศาสนาเข้ากันก็ไม่เสียหายอะไร แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีพิธีทางศาสนาคงปล่อยให้ญาติโยมจัดการกันเอง ส่วนพระคงมีการจัดข้าวปลาอาหารมาถวายพิเศษเท่านั้น
สิ่งที่ได้จากพิธีกรรม
การทำบุญบั้งไฟมีหลายอย่างที่เกิดขึ้นขอแยกแยะอธิบายดังนี้
ความสามัคคีปรองดอง
ชาวบ้านที่จะทำ บุญบั้งไฟจะต้องมีความสามัคคีปรองดองกัน จึงจะสามารถทำได้ เพราะถือว่าเป็นบุญที่ใช้เวลาเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ นาน มีกิจกรรมมากมาย ชาวบ้านมีความสามัคคีบุญบั้งไฟจึงเกิดมีได้
การละเล่น
ชาวบ้านต้องชอบละเล่น มี นิสัยสนุกสนานโอบอ้อมอารี เพราะงานนี้จะมีการละเล่นตก ขบขัน ลามก สกปรกต่าง ๆ หากใครไม่ชอบเล่นจะทำให้เกิดความรำคาญ วุ่นวายได้ ดังนั้นผู้คนในหมู่บ้านจะต้องเป็นคนชอบเล่นสนุก ๆ ด้วยบุญนี้จึงจะจัดได้และส่วนใหญ่จะชอบสนุกสนานเหมือนกันบุญบั้งไฟจึงเกิดมี หาไม่แล้วก็มีเพียงจุดบั้งไฟเล็กเพื่อเสี่ยงทายหรือบูชาพญาแถนเท่านั้น
การพนัน
สิ่งหนึ่งที่เกิดมีขึ้นในงานนี้ มีอยู่ทุกหนแห่งของบุญนี้ และนับวันจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ คือการพนัน ในฐานะที่เป็นชาวพุทธผู้เขียนเห็นว่าไม่สร้างสรรค์เลย เพราะเป็นการบ่มเพาะปลูกฝังนิสัยการพนันให้ผู้คน การเล่นพนันย่อมมีปัญหาต่าง ๆ ตามมาแน่นนอน เช่น สูญเสียเงินเดิมพันส่งผลถึงครอบครัว การทะเลาะเบาะแว้งเพราะความเห็นต่างกันถึงกับซกต่อยกันก็มี ฯลฯ
หลายท้องที่มีการพนันสิ่งสู่มากจนจะทิ้งประเพณีเจตนาเดิมไปหมด คือมุ่งที่จะนำบั้งไฟมาจุดแข่งขันกันอย่างเดียวไม่มีการทำพิธีบูชาพญาแถนหรือเสี่ยงทายอะไรเลย แต่ทำเพื่อเอาเดิมพันอย่างเดียวซึ่งขณะนี้มีมากมายในแถบอีสานตอนกลางและบน เมื่อจะแข่งขันกันที่บรรดาเซียนบั้งไฟทั้งหลายก็บอกต่อ ๆ กันไป อยู่ตามจังหวัดก็มาแข่งขันกันได้ งานนี้นักพนันจึงชุกชุมมาก ๆ บางแห่งมีเสียงพนันกันเป็นแสนก็มี เหมือนพนันมวยที่แอบแฝงมาจากศิลปะ กีฬา กฎหมาย ไปแล้วเพราะแอบแฝงมาตามบุญประเพณี เหมือนพนันมวยที่แอบแฝงมาจากศิลปะ กีฬา
การชกต่อย
ด้วยเหตุนี้บุญชาวอีสานถือว่าเป็นบุญพญามารซึ่งมีมาแต่โบราณคือ การชกต่อย ทะเลาะ วิวาท จะมีเป็นประจำงาน สมัยโบราณจะมีเฒ่าแก่ที่เรียนมาทางคาถาอาคมชอบการต่อสู้ ท่านจะรำมวยโบราณเข้าหากันเวลาแห่บั้งไฟรอบ ๆ วัด เมื่อมวยเข้าใกล้กับครูมวยก็จะขึ้นที่ชาวอีสารเรียกว่า “ ของขึ้น ” คำว่าของขึ้น คือของดีที่มีในตัวหรือคาถาอาคมที่เรียนมาเกิดอาการอย่างชกต่อยจึงกระโดดเข้าใกล้กันเหมือนสัตว์เพราะบางคนจะมีลายสักเป็นเสือเผ่นก็จะออกลีลาเหมือนเสือ บางคนมีรอยสักเป็นหนุมานก็จะออกลวดลายเหมือนลิงแล้วกระโดดชกต่อยกัน ผู้คนก็จะห้ามปรามกันตามเหตุการณ์ นอกจากมีมวยโบราณซึ่งชกต่อยกันเป็นประจำแล้ว ที่เป็นผลร้ายคือบรรดาเด็กวัยที่เลียนแบบผู้ใหญ่นำพรรคพวกตี ชกต่อย ทำร้ายร่างกายกันซิอันตรายมาก งานนี้แต่ละครั้งจะมีการทำร้ายร่างกายกันมาก บางแห่งถึงกับตายก็มากมี ทำให้เกิดปัญหาตามมามากต้องได้ขึ้นโรงศาลทำให้ผู้ปกครองลำบากด้วย เพราะพวกวัยรุ่นจะถือโอกาสบุญนี้คอยแก้แค้นกันเสมอ ดังนั้นหลายหมู่บ้านเลิกจัดงานเพราะปัญหานี้ก็มี
การเสี่ยงทาย – บูชาพญาแถน
สิ่งที่ได้จากงานนี้และดูเหมือนเป็นเจตนาเดิมเลยคือการเสี่ยงทายฟ้าฝนและบูชาพญาแถน
การเสี่ยงทายฟ้าฝนนั้นจะมีบั้งไฟขนาดเล็กที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อเสี่ยงทายเป็นการจำเพาะ แต่ก็ไม่แน่เสมอไปเพราะบางแห่งจะถือเอาบั้งไฟที่ใหญ่ที่สุดในงานเป็นบั้งไฟเสี่ยงทางเลย เช่นบั้งไฟแสนเป็นต้น แต่ส่วนใหญ่จะนิยมบั้งไฟเล็กลักษณะการเสี่ยงทายจะให้พ่อกะจ้ำเป็นผู้บอกเสี่ยงทายเช่นบอกว่า “ ขอให้จุดติดแค่ชนวนเดียวแล้วฝนฟ้าจะดีขอให้ขึ้นสูงตรงสวยงานแล้วฝนจะดี ” หรือ “ ขอให้มีควันโค้งลงมาข้าวปลาจะอุดมสมบูรณ์ ” หรือจะขออย่างไรก็แล้วแต่พ่อกะจ้ำจะว่าไป หากบั้งไฟเป็นตามคำขอหรือบอกก็แสดงว่าเหตุการณ์จะเป็นไปตามนั้น เช่นหากขอให้ขึ้นสูงและปรากฏว่าบั้งไฟขึ้นสูงจริงก็แสดงว่าฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาลตามที่เสี่ยงทาย
การบูชาพญาแถน นอกจากเสี่ยงทายแล้วยังถือว่าเป็นการบูชาพญาแถนด้วยตามนิทานที่ได้เล่าให้ฟังแล้ว ผู้ทำหน้าที่บอกกล่าวคำบูชาก่อนจุดบั้งไฟ คือพ่อกะจ้ำเช่นเดิม ส่วนบั้งไฟจุดเพื่อบูชานั้นบางแห่งจะใช้บั้งเดียวกับจัดเสี่ยงทาย บางแห่งจะใช้บั้งเดียวอีกแต่หากแล้วแต่จะตกลงกันไม่มีข้อจำกัดตายตัว การบูชาพญาแถนนั้นพ่อกะจ้ำกํจะอ้อนวอนบอกกล่าวให้พญาแถนทราบว่าบัดนี้ได้เวลาแล้ว ถึงฤดูกาลแล้วพวกข้ามวลมนุษย์ต้องการฝน จึงได้จุดบั้งไฟขึ้นมาบูชาขอจงประทาน ฝนมาให้ปวงข้าด้วยเทอญ แล้วสั่งให้จุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาต่อ
การเซิ้งขอเงิน
สิ่งหนึ่งที่เกิดมากับบุญบั้งไฟ คือการเซิ้งขอเงินเมื่อมีบุญนี้เกิดขึ้นผู้คนจะต้องออกจากบ้าน ( เฉพาะคนที่ชอบทางเซิ้ง ) ไปหาเซิ้งตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อขอเงินหรือเรี่ยไรเงิน มีการนำบาตรเพื่อใส่เงินไปด้วยนับว่าเซิ้งเพื่อหาเงินเข้าวัด แต่จริง ๆ แล้วคณะเซิ้งหลายกลุ่มทำไปเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง อาจจะเข้าวัดบ้างก็เล็กน้อย ลักษณะนี้มีให้เห็นดาษดื่นในภาคอีสาน ที่ร้ายก็คือบางกลุ่ม มีการอุ้มพระพุทธรูปนำหน้าคณะเซิ้งไปด้วยเรียกว่า อาศัยพระหากิน ทำให้เกิดประเพณี เจตนาเดิมวิบัติไปมาก
การเซิ้งเพื่อเรี่ยไร ( ขอ ) เงินนั้นดูเหมือนจะเป็นของคู่กันกับงานบุญบั้งไฟและเป็นไม้เบื่อไม้เมาของบรรดาแม่บ้านทั้งหลาย เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่ชอบเนื่องจากแต่ละปีจะเสียเงินให้คณะเซิ้งจำนวนมาก ด้วยว่ามีหลายกลุ่มหลายคณะบางคณะบางคณะมาซ้ำที่เดิมก็มีและหากไม่ให้ก็ไม่หนีเพราะจะมีคำเซิ้งหรือข้อความเซิ้งข้องหนึ่งที่ว่า
“... เจ้าบ่ให้ตูข่อยบ่หนี ตายเป็นผีกะสินำมาหลอก ออกจากบ้านกะสิหว่านดินนำ ”
หมายความว่าถ้าไม่ให้จะไม่ยอมหนีไปไหน แม้แต่ตายเป็นผีก็จะกลับมาหลอกหลอน ออกจากบ้านก็จะหว่านดินใส่ และคณะเซิ้งก็จะยืนเซิ้งคำเดิมซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้นจนกว่าจะได้เงินจึงจะผละจากไป