| ข้อมูลทั่วไป | ประวัติความเป็นมา | สิ่งศักดิ์สิทธิ์ | พระครูสุนทรสาธุกิจ | พระครูญาณวุฒิคุณ | กลองยาว | บุญบั้งไฟ | ประเพณี | บายศรีสู่ขัญ | บุญผะเหวด

เมื่อเอ่ยถึง "เสือโก้ก" คนส่วนใหญ่จะรู้จักแต่อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี แต่...mansiri อยากให้ท่านรู้จัก "บ้านเสือโก้ก" อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม

คนบ้านเสือโก้ก - พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นานาสาระ เรื่องทั่วๆไป

หลวงปู่ซุน : ปูชนีบุคคลตำบลเสือโก้ก  

หลวงปู่ซุน ติกขปัญโญ" หรือ "พระครูสุนทรสาธุกิจ" วัดติกขมณีวรรณ บ้านเสือโก้ก ต.เสือโก้ก อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่เรืองวิทยาคม มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคอีสาน เมื่อเกือบร้อยปีที่ผ่านมา


อัตโนประวัติ เกิดในสกุลประสงคุณ เมื่อปีพ.ศ.2429 ที่บ้านเปลือย ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนาเหมือนกับชาวอีสานทั่วไป ต่อมาครอบครัวของหลวงปู่ ได้อพยพย้ายที่ทำมาหากินอยู่ที่บ้านเสือโก้ก ในช่วงวัยเยาว์ ได้ช่วยงานครอบครัวด้วยความขยันขันแข็ง ยามว่างจากทำไร่ทำนา จะคอยต้อนวัวควายออกไปเลี้ยงกลางทุ่งนา


เมื่ออายุได้ 18 ปี ในวันหนึ่ง ขณะที่กำลังเลี้ยงวัวควายตามปกติ ปรากฏว่ากระดิ่งแขวนคอวัวควายหล่นหาย ท่านเกิดความกลัวว่าบิดาจะลงโทษ ประกอบกับเป็นคนใฝ่รู้และมีใจเอนเอียงเข้าหาพระธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด.ช.ซุน จึงได้ขอร้องบิดาของเพื่อนคนหนึ่ง ให้นำไปบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านเสือโก้ก เพื่อหนีความผิด ครั้น โยมบิดา-มารดา ทราบว่าบุตรชายได้เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นที่เรียบร้อย ท่านมิได้คัดค้านหรือตำหนิแต่อย่างใด อีกทั้งได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย กระทั่งอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ สามเณรซุน ได้เข้าพิธีอุปสมบท โดยมีพระอธิการสา เป็นพระอุปัชฌาย์ ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้มุ่งมั่นศึกษาพระธรรมวินัยด้วยความขยันขันแข็ง ด้วยความเป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย วัตรปฏิบัติสวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด หลังจากฉันภัตตาหารเพล ท่านจะนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานภายในกุฏิ นอกจากนี้ หลังออกพรรษาทุกปี ท่านจะออกเดินธุดงควัตรไปตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นตามป่าเขาลำเนาไพรในภาคอีสาน รวมทั้งยังได้ไปศึกษาวิทยาคมจากสมเด็จลุน พระเกจิชื่อดังจากประเทศลาว ในด้านอักขระโบราณ ทำให้หลวงปู่ซุนมีความรู้สามารถเขียนอักษรลาว-ขอม และอักษรไทยอย่างแตกฉาน ในเวลาต่อมา ชื่อเสียงของหลวงปู่ซุนโด่งดังเป็นที่รู้จักในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจะมีญาติโยมจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรมและประพรมน้ำพุทธมนต์ และปรารถนาวัตถุมงคลตะกรุดโทน และตะกรุดคู่ที่เข้มขลังจากหลวงปู่กันอย่างล้นหลาม ยุคสมัยนั้น ราคาเช่าวัตถุมงคลตะกรุดหลวงปู่ซุน 1 ดอก เท่ากับทองคำหนักหนึ่งบาท


อย่างไรก็ดี ท่านมักจะพร่ำสอนญาติโยมอยู่ตลอดเวลาว่า "อย่าได้ประมาท และอย่าเบียดเบียนกันแล้วชีวิตจะพานพบแต่สิ่งดีงาม"


หลวงปู่ซุน ยังเป็นพระนักการศึกษา ตลอดเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านเสือโก้ก ได้ให้ความสำคัญด้านการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทราบดีว่าการบวชเรียนเป็นหนทางหนึ่งของคนยากคนจนชาวอีสาน ท่านรับหน้าที่เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมสำนักเรียนวัดบ้านเสือโก้ก พระภิกษุ-สามเณร ที่เรียนกับท่านต้องเรียนหนักมาก บางวันเรียนไปจนถึง 3 ทุ่ม ทำให้สำนักเรียนบ้านเสือโก้กยุคนั้น มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ละปีจะมีภิกษุสามเณรมาจำพรรษาศึกษาพระธรรมวินัย จำนวน 100 รูป พ.ศ.2461 หลวงปู่ซุน ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลเสือโก้ก พ.ศ.2477 เป็นพระอุปัชฌาย์ พ.ศ.2497 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุนทรสาธุกิจ หลวงปู่ซุน อยู่จำพรรษาที่วัดเสือโก้ก จนถึงปีพ.ศ.2493 ท่านได้มาทำพิธีสรงน้ำที่ซากกู่เทวสถานสมัยขอม ภายในป่าโคกบ้านสนาม สถานที่ตั้งวัดกู่สุนทรารามปัจจุบัน ชาวบ้านลือว่าในป่าโคกแห่งนี้ ผีดุมาก ไม่มีใครกล้าบุกรกุเข้าไป หลวงปู่ซุน มีความตั้งใจสร้างวัดขึ้นในบริเวณดังกล่าว จึงขอความร่วมมือจากชาวบ้านในการสร้างวัด ก่อนแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2500 วัดแห่งนี้ มีชื่อว่า "วัดกู่สุนทรารามบ้านสนาม" นับแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงปู่ซุน ได้อยู่จำพรรษาที่วัดกู่สุนทรารามบ้านสนาม มาโดยตลอด


บั้นปลายชีวิตของหลวงปู่ซุน สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง อาพาธบ่อยครั้งสุดท้าย ได้มรณภาพอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2504 สิริอายุ 76 พรรษา